บทที่5

 

 

            ขุนพลเคาะปากกากับโต๊ะเป็นครั้งที่ร้อย

วันนี้เขาไม่มีสมาธิจะทำอะไรทั้งสิ้น

หลังจากเมื่อคืนที่ขอให้คุณป๋าช่วยสืบเรื่องเจ้านางและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เขาก็ใจจดใจจ่ออยู่กับคำตอบที่กำลังจะได้รู้จนไม่เป็นอันทำอะไร

            ก๊อกๆๆๆ

            เสียงเคาะประตูปลุกให้เขาละสายตาจากปากกาที่กำลังเคาะ

ชายหนุ่มสูดหายใจลึกๆเพื่อเรียกสมาธิ

เมื่อออกปากอนุญาตให้คนเคาะเข้ามาได้

แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อคนที่เดินเข้ามาเป็นบุคคลที่ไม่คิดว่าจะมาด้วยตัวเอง

ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าให้สดใสแล้วปรี่เข้าไปรับผู้ที่กำลังเดินเข้ามาทั้งสามคน

            สวัสดีครับ อาม่า คุณป๋า น้าจิน

ขุนพลร้องทักพร้อมเอื้อมมือไปพยุงนางกิมผู้เป็นย่า

หญิงชราวัยแปดสิบปีผู้เฉียบแหลม และยังคงสดใสอ่อนวัยกว่าอายุจริง

ที่สำคัญนางเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประสบความสำเร็จ

ในด้านการทำธุรกิจของเจ้าสัวขรรค์ชัยในยุคแรกๆ

            ลมอะไรหอบทุกคนมาที่นี่ได้ฮะ

ชายหนุ่มถามเสียงอ้อนกับผู้เป็นย่าก่อนจะพยุงท่าน

และเชื้อเชิญผู้เป็นบิดาและแม่เลี้ยงให้นั่งบนโซฟารับแขกภายในห้องทำงาน

            ลมเป็นห่วงแกน่ะสิ   นางกิมตอบเสียงงอนๆ

หลังจากนั่งลงเป็นที่เรียบร้อย

ก่อนจะทำทีเป็นสะบัดมือออกจากการแกะกุมของหลานชายคนเดียว

ขุนพลหันไปสบตาผู้เป็นพ่อเหมือนกับจะถามว่า เกิดอะไรขึ้น

เจ้าสัวขรรค์ชัยกระแอมเสียงดัง

แล้วหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากคุณจินดาอีกที

            ไม่ต้องทำเป็นมีลับลมคมในทั้งสองคน    หญิงชราดุเสียงสะบัด

แม้ว่านางจะหยุดหนุนหลังเสี่ยขรรค์ชัยตั้งแต่เขาประสบความสำเร็จในวงการธุรกิจ

แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะหยุดเปิดหูเปิดตาเรื่องราวภายนอก

โดยเฉพาะเรื่องของหลานชายคนเดียวที่นางรักดั่งแก้วตา

            โธ่ อาม่าฮะ ใครจะกล้ามีลับลมคมในกับอาม่าของผมละครับ

พูดพลางก็ทำปูไต่ไปตามแขนเหี่ยวย่นที่กำลังเสื่อมสภาพไปตามวัย

นางกิมยกมือตีไม่จริงจังนัก แถมยังเชิดหน้าแสดงอาการงอนเพื่อให้หลานชายง้อ

            “ไม่ต้องมาปิดอาม่าเลยอาขนุน

อาม่าได้ยินเรื่องที่ลื้อโทรไปคุยกับป๋าลื้อเรียบร้อยแล้ว

นางบอกแบบคนทีถือไพ่เหนือกว่า

ไม่สนใจอาการชะงักมือของหลานชายเมื่อได้ยินเธอเอ่ย

เมื่อคืนนางไม่ตั้งใจจะแอบฟังลูกและหลานคุยกันหรอกนะ

แต่เนื่องจากตอนที่ขุนพลโทรไปนางกำลังเอนหลังอยู่ในห้องรับแขก

ซึ่งเจ้าสัวขรรค์ชัยนึกว่านางหลับจึงคุยกับขุนพลในทันทีโดยไม่คิดว่านางจะได้ยิน

แล้วเขาก็ต้องตกใจเมื่อจู่ๆนางก็ลืมตาขึ้นแถมยังซักไซ้ไล่เลียจนรู้ความจริงเกือบทั้งหมด

นางกิมรู้สึกเป็นห่วงหลานชายมาก

จนแทบแล่นออกมาดูที่คอนโดตั้งแต่เมื่อคืน

แต่เจ้าสัวขรรค์ชัยห้ามไว้พร้อมบอกว่าเขาส่งคนมาคุ้มครองขุนพลเรียบร้อยแล้ว

นางจึงหายห่วงรุ่งเช้าจึงรบเร้าให้เจ้าสัวพามาเยี่ยมหลานชายจนถึงบริษัท

ขุนพลอึ้งเมื่อได้ยินคำตอบ

เขารู้ดีว่าอาม่ารักและเป็นห่วงมากขนาดไหน

แต่คุณป๋านะคุณป๋า ตายล่ะหว่าตายเห็นๆ

เพราะเขารู้ว่าอาม่า ตัวจริงนั้นแรงขนาดไหน

ชายหนุ่มหันไปสบตาผู้เป็นพ่อเมื่ออาม่าพูดจบ

เจ้าสัวขรรค์ชัยแบมือยักไหล่เป็นสัญญาณว่าช่วยไม่ได้ก็รู้ไปแล้วนี่หว่า

เรื่องเล็กน้อยน่ะครับอาม่า ผมไม่เป็นไร อาม่าดูสิปลอดภัยเห็นๆ

เขาบอกยิ้มๆพร้อมกางมือออก

แล้วก็ต้องย่นหน้าเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณสะบักขวา แต่เขาก็พยายามยิ้มไว้

 เพราะถ้าอาม่าเห็นแผล ทีนี้แหละเรื่องเล็กคงกลายเป็นเรื่องใหญ่มากกว่านี้แน่

น่านนะสิ ผมก็บอกหม่าม๊าแล้วว่าเจ้าขนุนมันไม่เป็นไร หม่าม๊าก็ไม่เชื่อ

เจ้าสัวขรรค์ชัยสำทับ โดยมีคุณจินดาพยักหน้าเสริม

หยุดเลยทั้งสองคนไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น

อาขนุนน่ะหลานชายคนเดียวของฉันนะ

นางกิมลูบหลังลูบไหล่ขุนพลก่อนจะเอ่ยด้วยความเป็นห่วงว่า

ไหนๆขออาม่าดูลื้อชัดๆสิจะได้แน่ใจว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ

ไม่เป็นไรจริงๆครับอาม่า

ขุนพลกัดฟันพูดทั้งๆที่อยากลุกหนี

เพราะฝ่ามือของผู้เป็นย่าโดนแผลแบบเต็มๆ

คุณจินดาเห็นหน้าที่เเหยเป็นช่วงๆ

ก็รับรู้ถึงความผิดปกติ จึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า

หนูว่า ตาขนุนคงไม่เป็นไรจริงๆน่ะค่ะคุณแม่

ขุนพลหันมาสบตาแม่เลี้ยงเป็นเชิงขอบคุณ

ไม่ว่าเมื่อไหร่แม่เลี้ยงที่แสนดีก็เข้าใจเขาเสมอแม้จะไม่บอกออกไป

เอาล่ะๆลื้อไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว อาม่าเป็นห่วงลื้อนะ

นางบอกแล้วก็ต้องยิ้มจนแก้มตุ่ยเมื่อขุนพลยื่นหน้าไปหอมแก้มทั้งสองข้าง

ผมรู้ฮะว่า อาม่ารักและเป็นห่วงผมแต่ผมไม่เป็นอะไรจริงๆ

มันเป็นการเข้าใจผิดนิดหน่อยกันมากกว่าฮะ

ชายหนุ่มยืมประโยคเจ้านางมาใช้

ขุนพลถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นผู้เป็นย่าทำท่าเชื่อเรื่องที่บอก

ไม่ใช่ว่าเขาอยากปิดอาม่าแต่ท่านแก่แล้วไม่สมควรรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะที่เขาโดนทำร้าย เพราะรู้ดีว่านางต้องเป็นกังวลมากกว่าเดิมแน่ๆ

ดังนั้นท่านรู้แค่นั้นแหละดีแล้ว

   นางกิมพยักหน้ารับแม้จะไม่เชื่อทั้งหมด

แต่นางก็รู้ว่าทั้งลูกและหลานจะสามารถจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้

คิดได้ดังนั้นนางจึงลุกขึ้นพร้อมกวักมือเรียกให้คุณจินดาพาไปห้องน้ำ

...เรื่องบางเรื่องควรปล่อยให้พวกผู้ชายกันเองดีกว่า...

นางกิมบอกตัวเองก่อนจะเดินตามแรงพยุงของลูกสะใภ้ไปยังทิศทางของห้องน้ำ

 

คุณป๋าฮะ เรื่อง...

ขุนพลเรียกเจ้าสัวทันทีที่ลับร่างผู้เป็นย่าและแม่เลี้ยง

ใบหน้าที่เคยยิ้มเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด

แล้วก็ต้องหยุดพูดเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อยกมือเป็นสัญญาณว่ามีเรื่องจะคุย

เขาพยักหน้าก่อนจะเลื่อนตัวมานั่งที่โซฟาตรงข้ามกับเจ้าสัวขรรค์ชัย

ป๋าให้ลูกน้องสืบเรื่องที่แกขอให้แล้ว    เขาเอ่ยเรียบๆก่อนจะบอกต่อว่า

เรื่องที่เกิดขึ้นมันยุ่งยากและซับซ้อนกว่าที่คิดนะเจ้าขนุน

มันเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย

โดยเฉพาะพวกในเครื่องแบบและผู้หญิงที่อยู่กับแก

ขุนพลอึ้งเมื่อผู้เป็นพ่อเอ่ยพาดพิงถึงเจ้านาง

ที่ท่านไม่เคยรู้จักแต่สามารถรู้ได้ว่าเธออยู่กับเขา

เขาคงต้องซูฮกให้การข่าวของคุณป๋าจริงๆ

และแม้จะสงสัยอยู่แล้วว่าเป้าหมายเป็นหญิงสาวไม่ใช่เขา

แต่เมื่อได้ยินคำตอบย้ำชัดๆเขาก็อดอึ้งไม่ได้อยู่ดี

ป๋าจะไม่ถามนะว่าทำไม แกถึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องและผู้หญิงคนนี้

เพราะป๋าเชื่อว่าแกคงมีเหตุผล

เจ้าสัวขรรค์ชัยหยุดพูดเมื่อเห็นขุนพลยังคงอึ้ง

แต่ป๋าเป็นห่วงแกนะเจ้าขนุน แล้วไหนจะอาม่าอีก

ป๋าอยากให้แกมาอยู่บ้าน จะได้คุ้มครองแกได้อย่างเต็มที่

เจ้าสัวบอกเสียงซีเรียส

ลูกชายคนเดียวที่เป็นผู้สืบทอดตระกูลใหญ่อย่างลูกชายเขา

จะปล่อยให้มีอันตรายเกิดขึ้นไม่ได้

คือ...คุณป๋าฮะ

ขุนพลแย้ง รู้ดีว่าตนเองมีดีพอที่จะดูแลตัวเองได้

จึงไม่อยากรบกวนผู้เป็นพ่อมากไปกว่านี้

แล้วไหนจะเจ้านางอีกเขาคงทิ้งเธอในขณะที่กำลังมีอันตรายไม่ได้

ผมดูแลตัวเองได้ฮะคุณป๋า    เขาบอกเสียงหนักแน่น

ยังไงๆเมื่อลงเรือลำเดียวกับเจ้านางแล้ว เขาก็จะไม่ทิ้งเธอเด็ดขาด

ป๋ารู้ว่าแกห่วงผู้หญิงคนนั้น

แต่ แกต้องรู้นะว่าแกสำคัญกับตระกูลของเราขนาดไหน

เจ้าสัวขรรค์ชัยบอกย้ำในสิ่งที่เขาย้ำกับลูกชายมาตั้งแต่จำความได้

ผมรู้ครับคุณป๋า ว่าผมต้องดูแลตระกูลของเรา

และจะเป็นอะไรไปไม่ได้ แต่คุณป๋าครับเจ้านางเป็นเพื่อน

ผมคงทิ้งเธอตอนนี้ไม่ได้

ชายหนุ่มเอ่ยจริงจัง ก่อนจะถอนใจเฮือก

เมื่อผู้เป็นพ่อยังคงนั่งมองเขานิ่งๆแล้วบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ซีเรียสว่า

ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้แกพาผู้หญิงของแกมาพบป๋าที่บ้าน

แล้วป๋าจะบอกว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ขุนพลยิ่งอึ้งเมื่อได้ยิน พาเจ้านางไปบ้านเขาเนี่ยนะ นรกชัดๆ

ขุนพลสบถในใจ เขาแทบจะบอกได้เลยว่า

คำตอบของเจ้านางผู้แสนดื้อคือไม่แน่นอน

เพราะคนอย่างเธอยอมมีอันตรายดีกว่าต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

แม้คนๆนั้นจะเป็นพ่อของเขาก็ตาม

 

...ให้เขาเอาเอ็มสิบหกไปไล่ยิงพวกเมื่อวานเอง

คงง่ายกว่า กล่อมเธอให้ไปพบคุณป๋าที่บ้าน...

 

แต่...

เขาแย้งแล้วก็ต้องเงียบเมื่อเจ้าสัวขรรค์ชัยพูดต่อว่า

ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น แกอยากให้ป๋ากับอาม่าไม่สบายใจหรือเจ้าขนุน

ขุนพลหยุดแย้งเมื่อเจอประโยคนี้

 “และวันนี้ป๋าจะให้ดำรงค์อยู่คุ้มครองแก

เจ้าสัวขรรค์ชัยบอกต่อเมื่อเห็นขุนพลยังคงนิ่ง

ดำรงค์ที่ท่านเอ่ยถึงคือคนสนิท มือขวา และบอดี้การ์ดมือดีของเจ้าสัวขรรค์ชัย

ซึ่งแม้จะถอนตัวจากวงการธุรกิจยกให้ขุนพลเป็นผู้ดูแลแล้ว

แต่ยังคงมีเขี้ยวเล็บไว้พอสมควร

 ผู้เป็นพ่อลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของนางกิมและคุณจินดาหยุดยืนหน้าประตู

คุณป๋าฮะ

ขุนพลลุกขึ้นบ้างพยายามจะแย้งเรื่องเจ้านางอีกครั้ง

ทำตามที่ป๋าบอก

เจ้าสัวขรรค์ชัยเอื้อมมือตบไหล่ลูกชายเบาๆเป็นการตอกย้ำให้เขาตัดสินใจ

แล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อรับนางกิมและคุณจินดาเข้ามา

มีอะไรกันหรือเปล่าคะ

คุณจินดากระซิบถามเจ้าสัวขรรค์ชัยเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของขุนพล

ไม่มีจ๊ะ เรากลับกันเถอะเจ้าขนุนจะได้ทำงาน

เสี่ยขรรค์ชัยบอกเสียงเรียบก่อนที่จะเอ่ยชวนนางกิมและคุณจินดากลับบ้าน

ขุนพลก้าวเข้าไปกอดและหอมแก้มผู้เป็นย่าก่อนจะยกมือไหว้บิดาและมารดาเลี้ยง

ลื้อไม่ต้องไปส่งพวกอั้วหรอกอาขนุน ทำงานเถอะ อาม่าไปก่อนนะ

ฮะอาม่า ผมจะไปเยี่ยมเร็วๆนี้

ขุนพลบอกนางกิมแต่ตามองไปยังพ่อตัวเองราวกับรับปาก

เจ้าสัวขรรค์ชัยพยักหน้า และประคองนางกิมออกไปโดยมีคุณจินดาตามหลังไม่ห่าง

เว้ย!!”

ขุนพลตะโกนเสียงดังเมื่อลับร่างท่านทั้งสาม

สิ่งที่เขาคิดไม่ตกคือจะกล่อมเจ้านางผู้ดื้อรั้นยังไง

ให้ยอมรับความช่วยเหลือของเขาและคุณป๋า

เขายกมือเสยผมที่ปรกหน้าอย่างกระแทกกระทั้น

...รู้อย่างนี้จัดการทุกอย่างเองก็ดี ไม่น่าโทรบอกคุณป๋าเลย...

ชายหนุ่มบ่นตัวเองในใจก่อนยกมือกดอินเตอร์คอมหาเลขาคู่ใจ

คุณสดศรี วันนี้ผมจะไปข้างนอก

ยกเลิกนัดทั้งหมดตลอดบ่าย แต่ถ้ามีเรื่องด่วนค่อยโทรเข้ามือถือ

ขุนพลรอจนเลขาตอบรับ แล้วเดินไปเก็บแล็ปทอปเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

สดศรีสตรีวัยกลางคน เลขาคู่ใจผู้ทรงประสิทธิภาพของชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง

เมื่อเห็นท่านประธานหนุ่มโสด อารมณ์ดี ที่พนักงานสาวๆหลายคนหมายปอง

เดินออกไปจากห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

หลังจากคณะท่านประธานคนเก่าเดินออกไปไม่นาน

...อะไรทำให้ชายหนุ่มมาดเซอร์ ผู้อารมณ์ดีเสมอเกิดอาการอย่างนี้ได้นะ...

สดศรีนึกในใจแต่ไม่ได้เอ่ยออกมา

เพราะเธอเรียนรู้ว่า ถึงแม้ท่านประธานจะอารมณ์ดี

แต่ก็ไม่ชอบให้ใครยุ่งเรื่องส่วนตัวมากนัก

เธอจึงทำได้แค่ส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้เมื่อท่านเดินผ่าน

 

ขุนพลถอนใจอย่างหงุดหงิด

เมื่อเห็นผู้ที่ยืนกอดอกข้างรถชัดๆ เอาแล้วไหมล่ะ

พลาดจริงๆที่บอกให้พ่อเขาช่วย

โดยลืมไปว่าเมื่อถึงหูคุณป๋าและอาม่าความเป็นห่วงจะเพิ่มขึ้นสองเท่า

ทีนี้แหละความเป็นส่วนตัวและอิสระที่เขารักจะหายไปในทันที

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจทางปาก

ก่อนจะก้าวยาวๆไปหาคนที่ยังยืนกอดอกพิงรถของเขาด้วยใบหน้าเฉยเมย

สวัสดีฮะ น้าดำรงค์ไม่เจอกันนานเลยนะ

ขุนพลเอ่ยทักหนุ่มใหญ่ ร่างสูง ผิวคล้ำหน้าไทยแท้

คนสนิทของพ่อเขา และเป็นผู้ที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก

นายดำรงค์ยิ้มเมื่อได้ยินเสียงทัก ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปเสี่ยน้อยก็ยังเป็นกันเองกับเขาเสมอ

สวัสดีครับ เสี่ยน้อย

ก่อนจะอมยิ้มเมื่อเห็นคนโดนเรียกว่าเสี่ยน้อยทำหน้ามุ่ย

ผมว่าน้าเลิกเรียกผมว่าเสี่ยน้อยได้แล้วนะ มันจั๊กจี้ยังไงไม่รู้    เขาบอก

ได้ยินชื่อนี้ทีไรนึกไปถึงตัวเองอายุเยอะแล้วก็ลงพุงทุกที

ให้ตายเถอะถึงจะเป็นลูกหลานคนจีนแต่เขาไม่อยากเป็นเสี่ยนี่

ได้ครับ เสี่ยน้อย

ดำรงค์รับคำยิ้มๆเพราะขุนพลไม่ชอบนี่แหละ

เขาถึงเรียกก็หนุ่มอารมณ์ดีเวลาทำหน้าปุเลี่ยนตลกจะตาย

ขุนพลทำหน้ายู่เมื่อได้ยินคำเรียกขาน

น้าดำรงค์มักจะมีมุขตลกหน้าตายเสมอ

เอาล่ะ เสี่ยน้อยก็เสี่ยน้อย ว่าแต่ว่าวันนี้น้าจะไปกับผมด้วยหรือ

ครับ

เอาอย่างนี้ไหม น้าไม่ต้องตามผมเดี๋ยวผมบอกคุณป๋าเอง

ไม่ได้ครับท่านสั่งผมไว้แล้ว

ดำรงค์ปฏิเสธเสียงแข็ง จนขุนพลถอนใจอย่างขัดใจ

ก็ได้ แต่น้าตามผมห่างๆนะ

ดำรงค์พยักหน้ารับก่อนจะเดินเลี่ยงไปขึ้นรถของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก

ขุนพลถอนใจอีกครั้งเมื่อลับร่างดำรงค์

...อิสระภาพที่หอมหวานกำลังจะหายไปในพริบตา...

 

ขุนพลหิ้วถุงใส่อาหารสดพะรุงพะรังเต็มมือทั้งสองข้าง

หลังจากออกจากบริษัทก่อนเวลา

 เขาก็คิดหัวแทบแตกว่าจะทำอย่างไร

ให้เจ้านางยอมไปพบพ่อของเขาและย้ายไปอยู่บ้านท่าน  

สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเป็นไงเป็นกันเขาจะบอกเธอตามตรง

แต่ต้องสร้างบรรยากาศนิดหน่อยเพื่อให้ผ่อนคลาย

และการผ่อนคลายสำหรับเขา

เท่าที่นึกออกในตอนนี้คือการกินเท่านั้น

เพราะฉะนั้นเขาจึงแวะซื้ออาหารสดหลากหลายชนิด

จากซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้านมาเพียบ

ขุนพลสั่งให้ดำรงค์รออยู่ข้างล่าง

เพราะเขาอยากมีเวลาส่วนตัวเพื่อคุยกับเจ้านางให้กระจ่าง

 ชายหนุ่มกดกริ่งแล้วก็ต้องยกนิ้วค้างเมื่อเจ้านางเปิดประตูพรวด

พร้อมกับเตรียมตัวบ่นคนที่เสียมารยาทกดกริ่งหลายครั้งจนมาเปิดแทบไม่ทัน

อ้าว คุณเองหรือ    เจ้านางทักสีหน้าเก้อ

ดีนะที่ไม่เผลอด่าเจ้าของห้องวอนโดนไล่ออกแล้วไหมล่ะยายเจ้านาง

หญิงสาวคิดขำๆก่อนจะเปิดประตูกว้างเพื่อหลีกทางให้ขุนพลหิ้วของเข้ามา

โทษทีพอดีผมลืมคีย์การ์ดน่ะ

เขาบอกยิ้มๆทำไม่รู้ไม่ชี้กับภาพริมฝีปากขมุบขมิบของคนตรงหน้า

ไม่เป็นไรค่ะ    เจ้านางบอก

นี่เป็นข้อดีของชายหนุ่มเขาจะไม่ถือและไม่มองเธอว่าเป็นผู้อาศัย

แต่เขากลับให้เกียรติเธอเสมอ ทำให้เจ้านางไม่ลำบากใจนัก

เมื่อต้องอยู่ที่นี่ในขณะที่จอมทัพยังติดงานด่วน

มาเถอะเจ้านาง มาทำกับข้าวกัน

ขุนพลชวนเมื่อเห็นหญิงสาวยังคงยืนนิ่ง

ก่อนจะเดินนำเข้าสู่ครัวทันสมัยที่มีเครื่องครัวครบครัน

ตั้งแต่มีเจ้านางเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าครัวดูเป็นครัวมากขึ้น

ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะนี่

หญิงสาวถามในขณะที่ลงมีสำรวจถุงใส่อาหารสดที่ขุนพลวางไว้บนโต๊ะกลางครัว

ก็หลายอย่าง ผมไม่รู้ว่าคุณชอบอะไรเลยซื้อ

ที่ผมชอบมาเพราะอย่างน้อยก็มีคนกินหนึ่งคนไง

เขายังคงยิ้มเมื่อสารภาพ

 เจ้านางพยักหน้ากับคำตอบตรงๆของคนตรงหน้า

บางครั้งการยอมรับตัวตนที่ตนเองเป็นของขุนพลก็ทำให้หญิงสาวอดทึ่งไม่ได้

เพราะผู้ชายบางคนจะไม่บอกความจริงเนื่องจากกลัวเสียฟอร์ม

ผิดกับขุนพล เท่าที่สังเกตเขาเป็นคนที่ปากกับใจตรงกันมากๆ

ถ้าอย่างนั้น ฉันจะทำแกงส้มชะอมทอด

แกงจืดสาหร่าย แล้วก็ไข่เจียวหมูสับแค่นี้คงพอทานกันนะ

หญิงสาวบอกพร้อมกับลงมือเตรียมอาหารโดยที่คนต้นคิด

พยายามเข้ามาช่วยเป็นลูกมือ

แต่เจ้านางกลับไล่ให้ไปนั่งนิ่งๆที่เก้าอี้เพราะความเกะกะ

ขุนพลนั่งมองเจ้านางเตรียมและปรุงอาหารด้วยความเพลิดเพลิน

เขาเพิ่งรู้ว่าการนั่งมองคนบางคนทำอาหารให้ความรู้สึกดีเหมือนกันแฮะ

เขานึกโดยไม่รู้ตัวว่าตนเองเผลออมยิ้มออกมา

เจ้านางชะงักเมื่อเห็นอมยิ้มของชายหนุ่ม

หญิงสาวกระแอมก่อนจะสั่งให้ขุนพลเตรียมจัดโต๊ะในทันทีที่เธอทำอาหารเสร็จ

โดยทั้งสองมีความเห็นตรงกัน

ว่าควรจะจัดโต๊ะกันที่ห้องรับแขกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

และแล้วก็ได้เวลาลงมือรับประทานอาหาร

ทั้งคู่รับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง

ขุนพลเล่าเรื่องวีรกรรมแสบๆสมัยเรียนที่ทำร่วมกันกับพิริษา

ส่วนเจ้านางก็ยังคงนั่งเงียบฟังเขาและคอยแสดงความคิดเห็นเมื่อขุนพลถาม

เวลาล่วงเลยไปอย่างไม่รู้ตัวจนอาหารที่ทำไว้หมดเกลี้ยง

เจ้านางยังคงยิ้มและหัวเราะ

เมื่อขุนพลเล่าเรื่องที่เขาและพิริษาวิ่งหนีเด็กช่างกล

เพราะเข้าไปเจอลูกหลงตอนคนพวกนั้นตีกันพอดี

หญิงสาวรู้สึกว่าวันนี้เธอยิ้มและหัวเราะมากกว่าครั้งใดในชีวิตตั้งแต่แม่ตาย

บางครั้งเธอก็อยากให้เวลาหยุดหมุน

อยากให้ชีวิตมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

แต่เธอโตเกินไปที่จะคิดฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวานทำให้เธอรู้ว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายขนาดไหน

ขุนพลนิ่วหน้าเมื่อจู่ๆคนที่ยิ้มและหัวเราะกลับเงียบ

และทำตัวเหมือนรตกอยู่ในภวังค์ความคิด

เจ้านางคุณเป็นอะไรหรือเปล่า    เขาถามเสียงอาทร

ไม่เป็นไรค่ะ    เจ้านางตอบพร้อมหลบตาคนถาม

เพราะไม่อยากให้บรรยากาศที่กำลังผ่อนครายกลับมาตึงเครียดเพราะเธอ

แน่ใจนะ    ขุนพลถามซ้ำ ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้นว่า

แต่ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ    เขาตัดสินใจบอกออกไป

ใจจริงก็ไม่อยากทำลายบรรยากาศ

แต่มันถึงเวลาที่เขาและเธอควรได้พูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ตลอดจนเรื่องที่คุณป๋าให้เขาพาหญิงสาวไปพบ

เจ้านางชะงักเมื่อเห็นแววตาจริงจังของอีกฝ่าย

เธอรู้สึกว่าบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆเมื่อหนึ่งนาทีที่แล้วหายไปเรียบร้อย

บัดนี้คงเหลือเพียงความตึงเครียด

แทบไม่ต้องเดาเธอก็พอจะรู้ว่าผู้ชายที่นั่งจ้องหน้าจะคุยกับเธอเรื่องอะไร...

 

                                                                        จบตอนจ้า...ตามตอนหน้านะจ๊ะ

                                                                                     จันทร์เจ้า

 

 


oataey wrote on Jun 4
โอ้ ตอนหน้ามาเร็วๆเลยนะค้า รออยู่
jamesiez wrote on Jun 4
^___^
guntaro wrote on Jun 4
ขอบคุณหลายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
janjaw wrote on Jun 4
ตอนนี้อยากให้ชื่อปาฏิหารย์ก่อนเขียนนิกไม่ออกเลยว่าจะเขียนไร โทรไปคุยกะบก.บุ้งกี่ว่าจะไม่ส่งนะ
ปรากฏว่าท่านบก.สร้างปาฏิหารย์ครับพี่น้องหลังวางสายไอเดียไหลมาเทมาอย่างกะน้ำท่วม
ขอบคุณนะคะบก.ขอบคุณผู้อ่านด้วยนะจ๊ะที่ตามกันมาตลอด