บทที่4
ขุนพลละสายตาจากหญิงสาวข้างกาย
เมื่อเห็นเธอยังคงนั่งมองไปนอกหน้าต่าง
ราวกับทิวทัศน์มืดๆข้างนอกน่าดูซะเต็มประดา
มีคำถามมากมายที่ชายหนุ่มอยากจะรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป
เหตุการณ์ที่ทำให้เขาและเธอแทบเอาชีวิตไม่รอด
แต่เขารู้ดีว่าถ้าถามไปเปอร์เซ็นต์ที่หญิงสาวจะตอบตามความจริงคงมีค่าเท่ากับศูนย์
แล้วคนที่ความอดทนต่ำ
และอยู่กับการถามตอบแบบตรงๆมาตลอดชีวิตอย่างเขา
จะทนได้หรือถ้าเธอไม่บอกความจริง
ชายหนุ่มถอนใจเฮือกเมื่อคิดมาถึงตรงนี้
เสียงถอนหายใจของคนข้างๆ
ทำให้เจ้านางต้องละสายตาจากการแสร้งทำเป็นมองทิวทัศน์นอกรถ
ทั้งๆที่เวลานี้เป็นเวลาพลบค่ำ
สิ่งที่จะเห็นคงมีเพียงแค่บ้านเรือนซึ่งสว่างไปด้วยไฟจากหลอดไฟเท่านั้น
แต่มันก็ดีกว่าการที่จะต้องมานั่งอึดอัดกับสายตาคาดคั้นหาคำตอบจากคนข้างๆ
“เจ้านาง ผมถามจริงๆเถอะคุณจะไม่บอกอะไรผมเลยหรือ”
ขุนพลเอ่ยหลังจากปล่อยให้เจ้านางทำใจเตรียมรับมือกับคำถามนานพอสมควร
“ฉันไม่มีอะไรจะบอกคุณ”
หญิงสาวบอกเสียงต่ำทั้งที่ยังคงมองไปนอกรถ
เพราะไม่อยากสบตาเรียวคมที่ละจากถนนตรงหน้าหันมามองเธออย่างคาดคั้น
“เจ้านาง ฟังผมนะ” เขาเอ่ยเสียงจริงจัง
เป็นผลให้เจ้านางต้องหันสบตาเรียวคมคู่นั้น
ขุนพลเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทางเพื่อให้สะดวกในการคุย
เพราะชายหนุ่มตัดสินใจแล้วว่ายังไงๆวันนี้เขาต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นให้ได้
แม้เปอร์เซ็นความสำเร็จจากการคาดคั้นคนหัวดื้อจะมีค่าเท่ากับศูนย์ก็ตาม
“ผมให้โอกาสคุณอีกครั้งไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม
แต่ผมจำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่
เพราะตอนนี้ ผมและคุณกลายเป็นทีมเดียวกันแล้ว”
เจ้านางสบตาคมคู่นั้นอย่างครุ่นคิดเมื่อฟังเขาพูดจบ
ใช่.....จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาสมควรรู้ความจริงอย่างที่สุด
แต่ถ้าเธอบอกไปมันก็เท่ากับเธอทรยศต่อหน่วยงานของตัวเอง
ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่อยากทำเหมือนกัน
“มันก็แค่การเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”
เจ้านางบอกพยายามปรับสีหน้าให้ดูผ่อนคลาย
แต่ขุนพลไม่เล่นด้วย
เขากัดฟันกรอดรู้สึกโกรธหญิงสาวขึ้นมาตะหงิดๆที่ทำเหมือนเขาเป็นเด็กอมมือ
“เข้าใจผิดหรือเจ้านาง
การที่เราสองคนเกือบเอาชีวิตไม่รอดคุณบอกว่าแค่การเข้าใจผิดหรือ”
เขาถามก่อนจะเอื้อมมือมาเขย่าไหล่ทั้งสองข้างของเจ้านาง
“อูย” เขาสูดปากเสียงดังเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ข้างขวาตอนออกแรงเขย่า
ชายหนุ่มละมือพยายามเอี้ยวตัวไปมองตำแหน่งที่เจ็บ
พร้อมกับที่หญิงสาวชะโงกหน้าแล้วเอื้อมมือมาจับให้เขาหันหลัง
โดยไม่สนใจอาการขืนตัวของขุนพล
“อยู่นิ่งๆ” เจ้านางเอ็ดเมื่อขุนพลยังพยายามหันหน้ามาเพื่อดูบ้าง
หญิงสาวเอื้อมมือไปเปิดไฟในรถแล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เมื่อเห็นแผลฉีกขาดที่น่าจะเกิดจากรอยกระสุนถากยาวประมาณสามนิ้ว
ซึ่งมีเลือดแห้งกรังติดอยู่ที่สะบักขวาของชายหนุ่ม
คงเพราะความตื่นเต้นจึงทำให้เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดกับบาดแผล
ทั้งที่มันยาวพอสมควรแต่โชคดีที่ไม่ลึกมากนัก
วูบหนึ่งที่ความรู้สึผิดกระแทกใจเจ้านางเข้าอย่างจัง
...เขาเจ็บเพราะเธอ...
“เจ็บไหม”
เจ้านางถามแล้วไล้นิ้วเรียวไปบนแผลเบาๆ
ก่อนจะดึงเสื้อลงและปล่อยไหล่เขาให้เป็นอิสระ
“เจ็บสิถามได้ คนนะไม่ใช่ต้นไม้ที่มีแผลแล้วจะไม่เจ็บ”
ขุนพลตอบกวนๆลืมเรื่องขุ่นใจไปเกือบหมด
เมื่อเห็นสายตาเสียใจผสมห่วงใยของหญิงสาว
ชายหนุ่มพยายามปรับหน้าที่บึ้งให้เป็นรอยยิ้ม
ก็เขาน่ะมักใจอ่อนกับหน้าเศร้าๆตาเศร้าๆของผู้หญิงนี่นา
“ไม่เอาน่าเจ้านาง แผลแค่นี้ซุปเปอร์ขนุนไม่เป็นไรหรอก” ขุนพลเอ่ยขำๆ
แล้วเอื้อมมือไปโยกหัวเธอเบาๆ
เจตนาเพื่อให้หญิงสาวละกังวลจากบาดแผลของเขา
เจ้านางผินหน้าไปสบตาเรียวคม
ที่เปลี่ยนจากบึ้งตึงเมื่อครู่เป็นยิ้มแม้จะไม่สดใสนัก
แต่ก็ทำให้ไม่น่ากลัวเหมือนเมื่อครู่
เธอเพิ่งรู้ว่าคนอารมณ์ดีเมื่อโกรธน่ากลัวไม่ใช่เล่นเหมือนกัน
“คุณ...ไม่โกรธฉันแล้วหรือ” เจ้านางกลืนน้ำลายลงคอเมื่อถามจบ
“โกรธสิยังโกรธอยู่” เขาเอ่ยน้ำเสียงจริงจังแต่หน้ายังเปื้อนยิ้ม
“แต่ในเมื่อโกรธไปคุณก็ไม่ยอมบอกผมอยู่ดีเพราะฉะนั้นเลิกโกรธดีกว่าเสียสุขภาพจิต”
บอกพร้อมกับยักไหล่ ตั้งใจแน่วแน่ว่าถึงเธอไม่เล่าเขาก็จะสืบหาความจริงเองให้ได้
“ฉันขอโทษนะ” เจ้านางเอ่ยเสียงหงอย
“ขอโทษเรื่องอะไร”
“ก็ขอโทษที่ทำให้คุณเจ็บ” และขอโทษที่ฉันบอกความจริงคุณไม่ได้
ประโยคหลังหญิงสาวเอ่ยในใจเท่านั้น
“ไม่เป็นไร เล็กน้อย” เขายักไหล่อีกทีก่อนจะสตาร์ทรถแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน
“ฉันว่าคุณไปโรงพยาบาลก่อนดีไหม”
เจ้านางเอ่ยเมื่อเห็นขุนพลเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของคอนโด
“ไม่เอา ผมไม่ไปแค่นี้ไกลหัวใจ” ขุนพลบอกหนักแน่น
มีไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาเป็นโรคกลัวหมอกลัวพยาบาล
แม้จะมีเพื่อนสนิทและเพื่อนเขยเป็นทั้งพยาบาลและหมอก็เถอะ
แล้วอีกอย่างเหตุการณ์ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆทำให้เขาต้องระวังตัว
จนกว่าจะหาทางสืบหาผู้บงการได้ถ้าไปโรงพยาบาลคงหนีไม่พ้นเป็นข่าวแน่
“แต่...”
“ไม่มีแต่เจ้านาง ผมไม่เป็นไร”
เขาย้ำพร้อมกับพารถเข้าจอดยังที่ประจำ
ขุนพลถอดเสื้อยืดสีเข้มออกจากตัวก่อนจะโยนมันลงตะกร้า
เหลือเพียงกางเกงยีนเอวต่ำสีซีดที่ยังคงเกาะอยู่บนสะโพกเพรียว
แล้วเดินไปทรุดตัวนั่งบนเตียงกว้างภายในห้องนอนส่วนตัวของเขา
หลังจากหยิบชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่มี ติดมือมาเรียบร้อย
“อูย...”
เขาสูดปากด้วยความเจ็บเมื่อเอี้ยวตัวมากๆ
ก่อนจะสบถออกมาเป็นชุด
เมื่อพบว่าทำยังไงก็ไม่สามารถเอื้อมมือไปทำแผลเองได้
เขาก้าวยาวๆไปหน้ากระจกก่อนจะหันข้างให้
เพื่อสำรวจแผลแล้วก็ต้องสูดปากอีกรอบ
เมื่อพยายามเท่าไรเขาก็ทำแผลเองไม่ได้สักที
“โว้ย!”
เขาตะโกนอย่างหัวเสียแล้วแช่งชักหักกระดูกคนที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ในใจ
ถ้าเจอกันคราวหน้าเขาจะเอาคืนให้หยอดน้ำข้าวต้มเลยคอยดู
หลังจากที่เจ้านางยืนมองประตู
และเดินไปเดินมาอย่างคนตัดสินใจไม่ถูกอยู่หลายรอบ
เธอจึงตัดสินใจเคาะเมื่อได้ยินเสียงตะโกนมาจากภายใน
แล้วก็เปิดเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต
“ฉันมาช่วยคุณทำแผล”
เธอบอกเมื่อเข้ามาทันเห็นชายหนุ่มกำลังนั่งป้ายเบต้าดีนแบบเก้ๆกังๆ
พร้อมสูดปากด้วยความแสบอยู่บนเตียงกว้าง
“ไม่เป็นไรผมไม่อยากรบกวนคุณ”
เขาบอกมือยังคงพยายามเอื้อมไปป้ายเบต้าดีนแบบถูกแผลบ้างไม่ถูกบ้าง
“มาเถอะน่า ไม่รบกวนหรอก ให้ฉันดูแลคุณเถอะ”
เจ้านางบอกพร้อมกับเดินไปทรุดตัวนั่งข้างๆเขา
“ไหนคุณบอกว่าเราเป็นทีมเดียวกันไง”
หญิงสาวท้วงเมื่อชายหนุ่มยังคงนั่งเฉยไม่ยอมขยับตัวให้เธอดูแผล
ขุนพลทำหน้ามุ่ยปากยื่นเหมือนเด็กเมื่อเธอโยนประโยคของเขาเองใส่หน้า
ก่อนจะขยับมานั่งห้อยขาที่ขอบเตียงอย่างเสียไม่ได้
“คุณทำแผลทั้งๆที่ยังเปื้อนอยู่เนี่ยนะ”
เจ้านางอุทานเมื่อเห็นสภาพแผลชัดๆ
ที่แผลมีเบต้าดีนป้ายเป็นท่อนๆทั้งๆที่ยังมีเลือดกรัง
ถึงไม่ใช่หมอหรือพยาบาล
แต่จากการฝึกการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเข้าทำงาน
เธอก็พอจัดการกับแผลได้
“ฉันว่า ฉัดเช็ดตัวให้คุณก่อนดีกว่าเดี๋ยวแผลอักเสบ”
เจ้านางตัดสินใจเมื่อเห็นแผ่นหลังแกร่งขาวสะอาดเปื้อนไปด้วยเลือดเป็นหย่อมๆ
อายก็อายที่ต้องดูแลผู้ชายแบบใกล้ชิดแต่เขาช่วยเธอไว้
ดังนั้นจึงต้องเก็บความอายไว้ก่อนเพราะเธอต้องตอบแทนเขา
หญิงสาวบอกตัวเองพร้อมกับเดินออกไปจากห้องเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว
เจ้านางเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง
ในมือมีอ่างใส่น้ำอุ่นที่เหยาะโคโลนญ์หอมกรุ่นและผ้าขนหนูผืนเล็ก
หญิงสาววางของทั้งหมดไว้ข้างเตียงก่อนจะหยิบผ้าขนหนูจุ่มน้ำแล้วบิดหมาดๆ
ขุนพลรวมผมยาวระคอไว้ครึ่งศีรษะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เพื่อให้เจ้านางซึ่งยืนอยู่ข้างเตียงตรงหน้าเขาเช็ดหน้าได้สะดวก
เขาหลับตาเมื่อผ้าขนหนูแตะใบหน้า
พร้อมสูดหายใจลึกๆเมื่อกลิ่นหอมจากมือเล็กๆลอยมาแตะจมูก
...อืม...
ชายหนุ่มส่งเสียงพอใจในลำคอแล้วปล่อยให้หญิงสาวดูแลเขาต่อไป
เจ้านางบรรจงเช็ดหน้าชายหนุ่มอย่างเบามือ
โดยเริ่มจากหน้าผากกว้างลากมายังแก้มทั้งสองข้าง
ผ่านริมฝีปากสีชมพูสดที่มีหนวดล้อมรอบ
เลยไปยังคางมน ตลอดจนลำคอแกร่งขาว
ชายหนุ่มกางแขนเมื่อเธอเคลื่อนผ้าเช็ดตัวมาตามแขนทั้งสองข้าง
ก่อนจะเลยไปด้านหลังและวกมาที่หน้าอกขาวสะอาดแข็งแรงที่มีไรขนอ่อนๆให้พอเซ็กซี่
มองใกล้ๆถ้าไม่มีหนวดเหนือริมฝีปากและเคราเขียวๆบนแก้มทั้งสองข้าง
ขุนพลคงกลายเป็นพระเอกเกาหลีหน้าอ่อนสุดฮอตแห่งยุคแน่ๆ
เจ้านางยิ้มและหลุดหัวเราะพรืดทั้งที่ยังคงจ้องหน้าเขาอยู่เมื่อนึกมาถึงตรงนี้
เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นปลุกให้ขุนพลตื่นจากอาการเคลิ้ม
เขาเปิดตาก่อนจะสบเข้าอย่างจังกับตากลมโตที่มีพราวไปด้วยความขบขัน
ต่างคนต่างอึ้งเมื่อตาสบตากันราวกับมีกระแสไฟวิ่งผ่าน
โดยเฉพาะเจ้านางที่พวงแก้มทั้งสองเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อเรียบร้อย
เธอถอยหลังมาหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณก่อนจะหัวเราะเบาๆแก้เก้อ
“จะลืมตาก็บอกกันก่อนสิ”
หญิงสาวเอ็ดแก้เขิน ก่อนจะเสไปเอาผ้าจุ่มน้ำ
“...”
ชายหนุ่มเงียบ วูบหนึ่งเขาอยากให้เวลาหยุดลงตรงนี้
ตรงที่มีเขาและเธอเพียงสองคน
นี่เขาเป็นอะไร
ทำไมถึงสะดุดใจกับผู้หญิงธรรมดา
ที่ถึงแม้จะหน้าตาดีแต่ก็ยังธรรมดาเกินไปสำหรับเขา
มันคงแค่อาการหวั่นไหวจากการใกล้ชิด
และการผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันเท่านั้น
ชายหนุ่มปลอบตัวเอง
เขาสูดหายใจลึกๆก่อนจะเอ่ยว่า
“เสร็จแล้วใช่ไหม คุณออกไปเถอะผมจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”
เจ้านางรีบพยักหน้ารับ
เพราะตระหนักถึงบรรยากาศแปลกๆที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่
หญิงสาวเก็บอุปกรณ์พร้อมออกมาจากห้อง
ปล่อยให้ชายหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงลำพัง
เจ้านางบรรจงติดพลาสเตอร์อย่างเบามือหลังจากที่ทำแผลให้เขาเสร็จ
หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้
เมื่อเห็นผู้ชายตัวโตๆในชุดนอนสีน้ำเงินลายโดเรมอน
นั่งหน้าบอกบุญไม่รับเมื่อเธอบอกให้กินยาแก้อักเสบและยาแก้ปวด
หลังจากที่ใจแกว่งไปกับสถานการณ์ระหว่างกันเมื่อสักครู่ใหญ่
เจ้านางก็กลับมาอีกครั้งพร้อมถ้วยข้าวต้มและยาแก้ปวดแก้อักเสบ
“คุณเอากลับไปเถอะ ผมไม่เป็นไรแผลแค่นี้ไม่ต้องกินยาหรอก”
เขาบอกหลังจากจัดการกับข้าวต้มปลาถ้วยโตแสนอร่อยที่เจ้านางเอามาให้ถึงห้องนอนเสร็จ
“ไม่เป็นอะไรได้อย่างไร แผลออกจะยาวขนาดนั้น
คุณกินยาเถอะมันจะได้ป้องกันการอักเสบ”
เจ้านางบอกเอือมๆ ตัวโตยังกับยักษ์ดันไม่ชอบกินยาเม็ดเล็กนิดเดียว
“คุณวางไว้เถอะเดี๋ยวผมจัดการเอง” ชายหนุ่มต่อรอง
ซึ่งเจ้านางรู้ดีว่าไอ้อาการอย่างนี้ถ้าเธอวางยาไว้มันคงจะยังอยู่ที่เดิมเป็นแน่แท้
“ไม่คุณกินก่อนแล้วฉันค่อยออกไป”
เจ้านางยืนยันแถมยังทำตาดุๆใส่ขุนพลเป็นสัญญาณว่ากินยาซะก่อนที่จะโดนดี
“กินก็ได้คร้าบ กลัวแล้ว” ชายหนุ่มบอกล้อๆ
ก่อนจะคว้ายามาแล้วหลับหูหลับตากินๆมันเข้าไป
ผ่าเถอะเขาละเกลียดจริงๆไอ้ยาเม็ดเล็กๆเนี่ย
เจ้านางยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นคนตัวโตกินยาตามคำสั่ง
แม้จะทำหน้าผะอืดผะอมหลังกินยาเสร็จก็ตาม
“ดีมาก คุณนอนเถอะ”
หญิงสาวชมอย่างชมเด็กเล็กๆ
ไม่สนใจคนตัวโตที่ทำปากยื่นอย่างขัดใจที่โดนเห็นเป็นเด็ก
แต่เขาก็ยังล้มตัวลงนอนตามคำสั่ง
เจ้านางดึงผ้าห่มปิดถึงคอก่อนจะเอ่ยราตรีสวัสดิ์
และเดินจากไปเงียบๆทิ้งชายหนุ่มไว้เพียงลำพัง
ลับร่างเจ้านางไป
คนบนเตียงที่บอกว่าจะนอนเมื่อสักครู่
กลับเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว
เขาสะบัดตัวเรียกความสดชื่นให้กลับมา
ก่อนจะก้าวยาวๆไปยังระเบียงกว้างพร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือติดมือมาด้วย
...ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้คงต้องเจอกับเขาหน่อย...
ชายหนุ่มซึ่งเคยอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจสัญญากับตัวเอง
ก่อนจะกดโทรศัพท์ไปยังเบอร์ที่แสนคุ้นเคย
“คุณป๋าหรือครับ ผมเอง ผมมีเรื่องจะรบกวนคุณป๋าหน่อย”
ขุนพลกรอกเสียงลงไปทันทีที่ปลายสายตอบรับ...
ในขณะเดียวกัน ณ ที่แห่งหนึ่งไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก
เพี๊ยะ!!!...
เสียงฝ่ามือกระแทกหน้าดังสนั่นหวั่นไหว
ก่อนที่เสียงทรงอำนาจจะดังกร้าวขึ้น
“โง่ โง่จริงๆ “
“ผมขอโทษครับนาย ผมเห็นสบโอกาสเลยลงมือเก็บมันซะ”
เจ้าชาติชายหน้าเสี้ยมร่างสูงบอกหวาดๆ
เมื่อเห็นแววตากรุ่นไปด้วยความโกรธของผู้เป็นนาย
“สบโอกาสหรือนี่แน่ะสบโอกาส”
ผู้เป็นนายทวนเสียงซ้ำก่อนจะประเคนฝ่ามือลงบนคนหน้าเสี้ยมและลูกน้องอีกคนละที
“แกทำงานนอกเหนือคำสั่งของฉัน
ฉันบอกแค่ให้เฝ้านังเจ้านางมันไว้
ไม่ได้บอกให้แกไล่ยิงมันกลางวันแสกๆ”
“แต่นายครับ...”
“ไม่ต้องเถียง แกรู้หรือเปล่าไอ้หนุ่มที่อยู่กับนังเจ้านางมันเป็นใคร”
ผู้เป็นนายถามเสียงเครียด
ไม่น่าเลยไม่น่าส่งเจ้าพวกปัญญาอ่อนนี่ไปทำงานใหญ่เลย
“ก็ลูกชายเจ้าสัวขรรค์ชัยไงครับ”
นายชาติบอกเสียงแผ่วแล้วก็ต้องก้มหน้างุดเมื่อเจอสายตากราดเกรี้ยวจากผู้เป็นนาย
‘นาย’ ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อเจอคำตอบกำปั้นทุบดินของลูกน้อง
ฟังแล้วก็อยากฆ่าเจ้าพวกนี้นักที่บังอาจทำนอกเหนือคำสั่งโดยไม่คิดให้รอบคอบ
มันไม่รู้กันหรืออย่างไร เจ้าสัวขรรค์ชัยน่ะเสือหลับชัดๆ
แล้วไอ้หนุ่มนั่นก็เป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวขรรค์ชัยซะด้วย
ลูกเสือที่พ่อเสือรักมากๆแล้วคิดดูสิ ไอ้พวกนี้ยังไปแตะไอ้หนุ่มนั่นอีก
...เดือดร้อนกันยกใหญ่ล่ะคราวนี้ อยากจะฆ่าไอ้พวกโง่นี่จริงๆ...
ผู้เป็นนายคิดโกรธๆ
“เอาล่ะๆเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว”
เสียง ‘นาย’ อีกคนดังขึ้นหลังจากเงียบมานาน
“โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมว่าเราหาทางแก้ปัญหากันดีกว่า”
เสียงนั้นบอกก่อนจะเหลียวไปมองนายชาติ
“เอ็งพาพรรคพวกไปเก็บตัวสักพัก
ไม่ต้องโผล่หน้ามาตอนนี้ถ้าฉันไม่สั่ง”
นายชาติพยักหน้ารับเมื่อนายพูดจบ
“ส่วนคุณ...” เขาหันไปยังคนเป็นนายด้วยกัน
“ทำตัวปกติดูแลไอ้แก่นั่นไป อย่าเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น
ถ้าไม่มีคำสั่งจากผมเพราะตอนนี้ไอ้พวกหูผีจมูกมดกำลังตามเราอยู่”
“แต่...”
“ไม่มีแต่”
เขาขัดเสียงขรึมก่อนจะเบือนหน้าไปยังลูกน้องที่ยังคงยืนนิ่ง
“ชาติแกไปได้ เก็บตัวให้เงียบที่สุด เรื่องอื่นฉันจัดการเอง”
ผู้เป็นนายบอกเสียงหนักแล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้เจ้าชาติเดินออกไป
ก่อนจะหันมายังอีกคนในห้องที่ยังคงนั่งหน้ามุ่ยด้วยแรงอารมณ์
“คุณใจเย็นๆแล้วกลับไปทำหน้าที่ของคุณ
ผมจะตามเรื่องเจ้าสัวขรรค์ชัยเอง” เขาบอกเสียงขรึม
“แต่...” พยายามเอ่ยขัดอีกครั้ง
“คุณพอได้แล้ว คราวก่อนแผนกำจัดเจ้านางผมก็ปล่อยให้คุณทำไป
เป็นอย่างไรล่ะคุณกลับปล่อยเสือเข้าดงเสือ
เพราะฉะนั้นคุณอยู่เฉยๆผมจะจัดการทุกอย่างเอง”
เขาย้ำเสียงหนักตรงคำว่าทุกอย่างก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ทิ้งให้วิไลวรรณนั่งทำหน้าโกรธแค้นเจ้านางอยู่เพียงลำพัง...
จบตอนต่อพุธหน้านะจ๊ะ
จันทร์เจ้า
พราวเสน่ห์...อิอิอิ